“โค้ชเช” ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย

“ถ้าถามว่าทำไมผมถึงอยู่ไทยได้เกือบ 20 ปี คำตอบคือเพราะลูกศิษย์ผมอยู่กับนักกีฬาเสมอ ทั้งในช่วงเวลาที่เขาชนะ หรือ แพ้”

เมื่อวานนี้เพิ่งได้มีเรื่องที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยทั้งประเทศ ถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมาแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังเลิกยิ้มไม่ได้ อดที่จะดีใจและภูมิใจไปกับ “เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” ที่เพิ่งคว้าเหรียญทองเทควันโดในการแข่งขันโอลิมปิกเกม 2020 ไปได้สำเร็จ

เหรียญทองเหรียญนี้นอกจากจะสร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังเป็นเหรียญทองประวัติศาสตร์ของสมาคมเทควันโดตั้งแต่ที่ก่อตั้งขึ้นมา เป็นเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของนักกีฬาเทควันโดไทย เหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของ “พาณิภัค” และที่สำคัญเป็นเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของ “โค้ชชเว ยองซอก” หลังจากที่รอคอยเหรียญนี้มา 19 ปีเต็ม

ผู้ฝึกสอนเทควันโดจากประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในยุคที่คนแทบจะยังไม่รู้จักกับเทควันโด ชนิดที่ยังคิดว่ามวยกับเทควันโดยังไม่ค่อยแตกต่าง ตอนนั้นโค้ชยังคงคิดแต่เพียงว่าจะช่วยสอนเด็กๆให้เล่นเทควันโดเป็น จนวันหนึ่งที่นักกีฬาเดินมาบอกว่าโค้ชสอนพวกเราได้ไหม พวกเราอยากไปโอลิมปิก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 19 ปีที่รอคอยมันได้สิ้นสุดลงแล้ว

ทุกการเดินทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนั่นคือเรื่องจริง เพราะกว่าโค้ชชเว และทีมเทควันโดไทยจะมาถึงจุดนี้ก็ล้มลุกคลุกคลาน เสียเหงื่อ เสียน้ำตากันไปเท่าไหร่ หนักหนาสาหัสถึงขั้นที่ว่า “โค้ชชเว บอกว่าจะไม่กลับมาประเทศไทย” ซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

จากการที่โค้ชทำโทษนักกีฬาทีมชาติคนหนึ่งด้วยเหตุผลที่ว่าขาดความพร้อมในการลงสนามแข่งขัน ทั้งแต่งตัวใส่อุปกรณ์ไม่เรียบร้อยและลืมไอดีการ์ด จึงมีการตีเพื่อทำโทษ ซึ่งในมุมของโค้ชเชการลงโทษลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติของคนเกาหลี แต่สังคมไทยชอบการประนีประนอม  ทำให้การลงโทษในครั้งนั้นเกิดเป็นดราม่าใหญ่โตใส่โค้ชเชและถูกตั้งคำถามว่าบทลงโทษนั้นเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ หลังเกิดดราม่าโค้ชเชก็รู้สึกผิดแต่ก็มีความน้อยใจและมีความคิดที่จะไม่กลับมายังประเทศไทยอีกแล้ว

แต่ด้วยทางสมาคมกีฬาเทควันโดออกมาเคลียร์ปัญหานี้และเรียกร้องร้องให้โค้ชกลับมา เหนือสิ่งอื่นใด คาดเดาจากใจเองว่า ที่โค้ชตัดสินใจกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งก็เพราะตอนนั้น บรรดาลูกศิษย์ได้ออกมาปกป้องและให้กำลังใจโค้ชกันเต็มไปหมด ซึ่งนิยามของคำว่าลูกศิษย์ของโค้ชชเวนั้นเท่ากับคำว่าครอบครัว ในเมื่อครอบครัวต้องการให้กลับมา เราจึงได้เห็นภาพประวัติศาสตร์สนามบินสุวรรณภูมิแตก

ภาพบรรยากาศในวันที่โค้ชชเวเดินทางกลับถึงไทย ภาพจำยังคงชัดเจน สนามบินสุวรรณภูมิเต็มไปด้วยสื่อทุกสำนักทุกสายข่าวมารวมกันอยู่ที่นั่นแทบทั้งหมด พร้อมทั้งนักกีฬาและแฟนกีฬา เต็มล้นทะลักอาคารผู้โดยสารขาเข้า และแม้ว่าการกลับมาในครั้งนี้จะได้รับแรงซัพพอร์ตจากทุกด้าน แต่โค้ชก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โค้ชบอกว่ารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์นี้ ยอมรับในสิ่งที่ทำลงไปจริงๆแต่ก็ปฏิเสธในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำด้วย สุดท้ายแล้วก็จบลงตรงที่มีการเคลียร์ใจกันทั้ง 2 ฝ่าย

เป็นวันที่ดีจนไม่อยากเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสักเท่าไหร่ แต่อยากจะเอ่ยถึงเพื่อให้ได้นึกถึงว่า หากวันนั้นโค้ชตัดสินใจไม่กลับไทย เหรียญทองโอลิมปิกที่อยู่บนคอเหรียญนี้จะยังเป็นของ พาณิภัค อยู่หรือไม่ โค้ชได้ฝึกฝนนักกีฬาที่เก่งก็เป็นเรื่องที่โชคดี ส่วนนักกีฬาที่ได้โค้ชดีก็ยิ่งมีโอกาสไปได้ไกล เพราะฉะนั้น 2 สิ่งนี้จึงควรเป็นของที่คู่กัน

เมื่อความสำเร็จในวันนี้มาถึง โค้ชชเว ยองซอก ชาวเกาหลีใต้ ไม่มีแม้แต่คุณพ่อ คุณแม่ ที่จะโทรไปหาเพื่อบอกเรื่องราวที่น่ายินดีนี้ แต่เมื่อโค้ชหันกลับมาก็จะเจอทั้งทีมสต๊าฟโค้ชและลูกศิษย์ ซึ่งโค้ชเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่าครอบครัว คอยรับฟังและรอแสดงความยินดีอยู่ตรงนี้

“ขอบคุณอ้อมกอดของโค้ช ที่ลูกศิษย์พร้อมวิ่งเข้าหา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่แพ้หรือชนะ อ้อมกอดนี้ก็พร้อมซัพพอร์ตลูกศิษย์ทุกคนเสมอ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *